Traveler

 

[TipTrick]Japan Trip: no.4 การเดินทางด้วยรถไฟและรถบัส

 

Entry ซีรี่ส์นี้คงไม่สาธยายเกี่ยวกับญี่ปุ่นหรือ "ดินแดนอาทิตย์อุทัย" อะไรให้มากมาย เพราะเชื่อว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านน่าจะรู้จักญี่ปุ่นมากันพอสมควรแล้วล่ะ :)

 

อ่าน no. ก่อนหน้าได้ตรงนี้นะ

 

no.1 งบประมาณ

no.2 ตั๋วเครื่องบิน

no.3 การเดินทาง

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

          no.4 นี้เป็นส่วนขยายของ no.3 นะครับ หลักๆ ก็จะพูดถึงวิธีการซื้อตั๋ว การขึ้นรถไฟและรถบัส และมารยาทการเดินทางเป็นส่วนใหญ่ครับ

          เริ่มที่รถไฟก่อนเลย อย่างที่บอกไว้ใน no.3 ว่าเราต้องรู้แผนการเดินทางหรือสถานีจุดหมายซะก่อนครับถึงจะไปซื้อตั๋วรถไฟได้ หลังจากนั้นก็ไปดูครับว่าสถานีที่เราจะไปนั้นเสียค่าเดินทางเท่าไหร่ ณ จุดซื้อตั๋วของทุกสถานีจะมีแผนผังบอกอยู่ครับว่าสถานีไหนราคาเท่าไหร่ แต่บางแผนผังจะไม่มีภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องห่วงครับลองเดินหาแผนผังอื่นใกล้ๆ ก็จะมีบอกอยู่เช่นกันครับ

          ตู้ขายตั๋วจะรับทั้งแบงค์และเหรียญครับ โดยถ้าเป็นแบงค์จะรับแบงค์ตั้งแต่ 1,000 yen ขึ้นไป แต่ถ้าจะให้ดีให้ลองสังเกตเพิ่มครับว่าตู้นี้รับแบงค์อะไรบ้างจะชัวร์ที่สุด ส่วนเหรียญนั้นจะรับตั้งแต่เหรียญ 10 yen ขึ้นไป นั่นหมายความว่าเหรียญ 5 yen และเหรียญ 1 yen จะไม่มีโอกาสได้ใช้ในสถานีรถไฟเลยครับ

 

 

          เมื่อเราได้ทั้งราคาค่าเดินทางที่จะต้องจ่ายและเตรียมเงินเรียบร้อยแล้วก็พร้อมลุยกับเครื่องขายตั๋วครับ หน้าตาเครื่องขายตั๋วก็จะประมาณนี้ครับ

          1) หาปุ่มภาษาอังกฤษเลยครับจะได้ไม่งง ส่วนใหญ่ปุ่มจะอยู่ที่ส่วน C ครับ แต่ถ้าใช้จนคล่องแล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนภาษาอังกฤษก็ได้ครับ

          2) ใส่เงินเข้าไปก่อนเลยก็ได้ครับที่ส่วน A โดยทางซ้ายจะเป็นช่องใส่แบงค์ ทางขวาเป็นช่องใส่เหรียญ โดยต้องรู้จำนวนเงินที่ต้องจ่ายก่อนนะครับ หรือบางที่อาจจะข้ามขั้นตอนนี้ไปหลังสุดเลยก็ได้

          3) ดูที่ส่วน B ครับ เลือกว่าเราต้องซื้อบัตรแบบไหน คนเดียว หรือสองคน หรือผู้ใหญ่หนึ่งเด็กหนึ่งอะไรก็ว่ากันไป

          4) ดูที่ส่วน C ครับ ให้ดูที่ทางด้านซ้ายก่อนครับ เขาจะให้เลือกว่าต้องการซื้อตั๋วแบบไหน ไปเที่ยวเดียว หรือไปกลับ หรืออะไรก็ว่าไป เลือกเสร็จก็มาเลือกที่ราคาครับ

          ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย รอสักพักตั๋วก็จะออกมา หากต้องการยกเลิกก็ลองหาปุ่ม Cancel ดูครับมันก็จะคืนเงินมาให้ หรือถ้ากรณีเงินไม่พอก็ใส่เพิ่มให้พอดีก่อนแล้วค่อยกดราคาซ้ำครับ

           สำหรับส่วน D จะเป็นส่วนที่จ่ายด้วยบัตรอเนกประสงค์ครับ เหมือนบัตรแรบบิตที่เราใช้กันอยู่ โดยบัตรที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็คือบัตร "Suica" แต่ตัวผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ครับ55 ถ้าท่านใดสนใจลองเซิจในกุเกิ้ลดูครับ และขอแนะนำอย่างหนึ่งนะครับ เวลาซื้อบัตรอย่าใส่แบงค์ใหญ่เกินไปนะครับ มันจะทอนมาเป็นเหรียญทั้งหมด เสียเวลาเก็บเข้ากระเป๋าซะเปล่า

           นอกจากนี้สำหรับท่านที่ต้องการเดินทางไกลๆ หรืออาจต้องขึ้นรถไฟสายพิเศษอย่างชินคันเซ็น ก็สามารถทำการจองตั๋วไว้ก่อนได้ครับ ถ้าอยากรู้ว่าขบวนไหนจองได้ แนะนำให้ใช้ Hyperdia เช็คแต่เนิ่นๆ ครับ โดยมันจะบอกว่ารถไฟขบวนนี้จองได้หรือไม่ที่ช่อง Seat fee ข้อดีของการจองตั๋วก็คือเราจะได้นั่งชัวๆ เลยครับ แต่จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเช่นกัน (กรณีใช้ JR Pass ไม่ต้องเสียเพิ่มครับ) แพงพอสมควรด้วย อันนี้ก็ต้องตัดสินใจเลือกกันเองเลยครับ สามารถจองตั๋วได้ที่ Ticket Office ตามสถานีใหญ่ๆ ทั่วไปครับ เข้าไปต่อคิวแล้วก็บอกพนักเขาว่าไปที่ไหน รถไฟขบวนอะไร กี่โมง ว่ากันไปครับ แล้วก็เก็บหลักฐานการจองไว้ด้วยเผื่อเวลาขึ้นรถไฟแล้วพนักงานตรวจถามหา

 

 

            เสร็จเรื่องตั๋วแล้วก็มาต่อการที่การจะไปขึ้นรถไฟครับ พอเราได้ตั๋วก็เอาตั๋วไปสอดเข้าที่เครื่องตรวจเพื่อเข้าไปในสถานีครับ ทีนี้ก็ได้เวลามองหาแล้วครับว่ารถไฟที่เราจะไปขึ้นมันอยู่ชานชะลาไหน ต้องดูก่อนครับว่ารถไฟเราชื่อสายว่าอะไรหรือสีอะไรตอนที่ซื้อตั๋วมา ถ้ารู้แล้วก็มองดูป้ายเลยครับว่ามันอยู่ชานชะลาไหน ได้ปุ้บก็เดินไปขึ้นได้เลยครับ แต่แนะนำนิดนึงนะครับ บางทีทางเข้าสถานีแต่ละที่อาจไม่มีได้รวมรถไฟทุกสายไว้ด้วยกันนะครับ ก่อนจะผ่านเครื่องตรวจตั๋วให้เล็งให้ดีก่อนว่าเราเข้าถูกทางไหม มีสายรถไฟที่เราจะไปหรือป่าว ไม่งั้นจะมีปัญหาตามมาต้องเสียเงินเพิ่มแทนนะครับ

             อีกปัญหาหนึ่งที่พบเจอกันบ่อยคือรถไฟสายนั้นมันจะมีสองชานชะลาครับ เป็นขาไปกับขากลับ ให้ดูให้ดีว่าสถานที่เราจะไปอยู่ขาไหน โดยก่อนทางลงชานชะลามักจะมีป้ายบอกว่าขานี้ไปสถานีไหนบ้างให้เช็คให้ดีก่อนนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา และให้ชัวอีกทีให้เช็คกับ Time Table ที่ชานชะลาด้วยครับว่าถูกขบวนไหม เพราะขบวนรถไฟบางที่มีทั้งขบวน Local ที่แวะทุกป้ายและ Rapid ที่แวะบางป้ายอีกด้วย

             หลังจากผ่านความยากลำบากทั้งหมดแล้วจนได้มาขึ้นรถไฟ มารยาทที่ดีของการนั่งรถไฟก็เหมือนมารยาทสากลทั่วไปครับก็คือ

             1) อยู่เงียบๆ สงบเสงียมไม่โหวกเหวกโวยวาย คุยกันได้แต่เบามากหน่อย โทรศัพท์เล่นได้แต่ไม่โทรคุยนะ

             2) เรื่องที่จะลุกให้ผู้หญิงนั่งไหมนั้นเขาไม่ได้ซีเรียสครับ แต่ถ้าคนชรา คนพิการก็ลุกเถอะครับ55 โปรดพึงระวังด้วยว่าไปนั่งตรง Priority Seat รึเปล่า ไม่งั้นจะโดนเขม่นเอาได้ แต่ถ้าเวลารถไฟว่างๆ ก็นั่งได้ไม่มีปัญหาครับ

             3) ระวังเรื่องการฟังเพลงจากหูฟัง แล้วเปิดเสียงดังเกินไปด้วยนะครับ อันนี้โพลสำรวจออกมาว่าเป็นสิ่งที่น่ารำคาญที่สุดบนรถไฟด้วย

             4) ใครที่แบกเป้มาเวลาขยับไปมาระวังไปชนเขาด้วยนะครับ (ผมนี่หลายรอบมาเลย รู้สึกผิดT^T) หรือถ้าเป็นกระเป๋าเดินทางก็ควรเก็บให้ชิดติดตัวไม่ไปกินพื้นที่จนมากเกินไปครับ ถ้ามีที่สำหรับวางโดยเฉพาะก็ต้องใช้นะครับ

             5) อาหารเครื่องดื่มไม่ควรกินบนรถไฟนะครับ ยกเว้นพวกขบวนพิเศษที่เดินทางไกลๆ นานๆ สามารถกินได้ครับ

             6) เวลารถไฟแน่นๆ ถ้าใกล้ถึงสถานีที่จะลงให้พยายามแทรกตัวไปรอใกล้ๆ ทางออกก่อนนะครับ ไม่งั้นอาจจะออกไม่ทัน แถมทำให้คนในรถไฟรำคาญได้

             คร่าวๆ ก็จะประมาณนี้ครับ อีกอย่างเวลาอยู่ในรถไฟให้สังเกตสถานีที่จะลงให้ดีนะครับว่าจะถึงรึยัง ส่วนใหญ่ทุกขบวนจะมีจอขึ้นว่าตอนนี้อยู่ที่สถานีอะไร กำลังจะไปสถานีอะไร โดยจะขึ้นเป็นภาษาญี่ปุ่นสลับกับภาษาอังกฤษครับ ถ้าโชคร้ายก็ญี่ปุ่นล้วน ถ้าโชคร้ายไปอีกก็คือไม่มีจอที่ว่า ต้องตั้งใจฟังกันอย่างเดียวละครับว่าอยู่สถานีไหนแล้ว การเปิด Google Map เช็คจุดของตัวเองก็ช่วยได้เยอะครับ แต่ถ้าเป็นรถไฟใต้ดินนั้นเน็ตมักจะทะลุมาไม่ถึงก็ต้องฟังประกาศอยู่ดี ขาออกก็ผ่านเครื่องตรวจตั๋วเหมือนเดิมครับ พยายามอย่าให้ตั๋วหายนะครับ แต่ถ้าหายก็ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานีครับ ถ้าโชคดีก็ไม่เสียเงิน โชคร้ายหน่อยก็อาจจะต้องเสียตามจำนวนเดิม

 

 

              มาต่อกันที่รถบัสครับ รถบัสไม่ต้องซื้อตั๋วก่อนแบบรถไฟครับ รถมาถึงที่ป้ายก็ขึ้นได้เลย โดยเวลาเข้าจะขึ้นที่ประตูตรงกลางนะครับ ห้ามขึ้นประตูหน้านะครับ เพราะมันเป็นทางออก อยากที่บอกไว้ใน no.3 ครับ เราต้องทำการบ้านมาก่อนว่าเราต้องขึ้นสายไหนแล้วจะลงที่ป้ายอะไร ไม่งั้นเตรียมหลงได้เลยครับ ในรถจะมีจอคอยบอกอยู่ครับว่าผ่านป้ายอะไรบ้างและกำลังจะถึงป้ายไหน มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นครับสบายใจได้ เพื่อความชัวร์อีกทีก็ใช้ Google Map ช่วยด้วยก็ได้ครับ

              มารยาทบนรถบัสก็ไม่ต่างจากรถไฟเลยครับตามนั้นเลย พอถึงเวลาจะลงป้ายไหนก็ต้องกดกริ่งบอกคนขับเขาให้รู้นะครับ กริ่งจะมีเยอะมากเกือบทุกที่นั่งกดได้หมดเลย กดทีเดียวก็พอแล้ว ถ้ามีใครกดก่อนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกดอีกครับ พอรถจอดที่ป้ายก็ให้เดินไปออกทางประตูด้านหน้ารถครับ ก่อนออกต้องจ่ายเงินที่เครื่องที่ตั้งอยู่ข้างคนขับก่อนนะครับ โดยหยอดเหรียญลงที่ช่องด้านบนตามจำนวนค่าโดยสารที่แสดงอยู่บนจอเลยครับ เครื่องนี้จะไม่รับแบงค์ แต่สามารถแลกเป็นเหรียญได้ที่ช่องด้านล่างแล้วไปหยอดได้ เหรียญที่หยอดก็ต้องมากกว่า 10 yen เช่นเดิมครับ

              ข้อควรระวัง!!! เครื่องที่ว่ามันทอนมาแต่เหรียญ 10 yen นะครับ สมมติค่าโดยสาร 230 yen ถ้าท่านอุตริใส่เหรียญ 500 yen เข้าไปมันก็จะทอนเป็นเหรียญ 10 yen ออกมาทั้งหมด 27 เหรียญ แถมเวลาทอนมันก็จะค่อยๆ ออกมาทีละเหรียญอีก ต้องแลกเป็นเหรียญเศษก่อนนะครับแล้วค่อยหยอด ไม่งั้นจะทำให้ทุกคนบนรถเสียเวลารอ ซึ่งผมผ่านประสบการณ์ที่ว่านี้มาแล้ว 55

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

สำหรับ "[TipTrick]Japan Trip: no.4 การเดินทางด้วยรถไฟและรถบัส" ก็ขอจบ ณ ตรงนี้นะครับ

no. ต่อไปจะพูดถึงเรื่องเงินอีกแล้วครับ แต่เป็นประเภทของเงินอิอิ

ฝากติดตามอ่านกันด้วยนะครับ

 

 

[TipTrick]Japan Trip: no.3 การเดินทาง

 

 

Entry ซีรี่ส์นี้คงไม่สาธยายเกี่ยวกับญี่ปุ่นหรือ "ดินแดนอาทิตย์อุทัย" อะไรให้มากมาย เพราะเชื่อว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านน่าจะรู้จักญี่ปุ่นมากันพอสมควรแล้วล่ะ :)

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

          ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในด้านระบบการขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมเกือบทั่วทุกพื้นที่ครับ หลักฐานที่เด่นชัดคงหนีไม่พ้นแผนที่รถไฟในประเทศที่หยุบหยับซะเหลือเกิน โดยเฉพาะในโตเกียวนี่ยังกับไยแมงมุม 16 ตัวทำรังรวมกัน ดังนั้นการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ที่สะดวกที่สุดก็คือ รถไฟ นั่นเอง นอกจากรถไฟแล้วก็ยังมีรถบัส เรือ และแท็กซี่ครับ

 

          ฉะนั้นก็ขอพูดถึงรถไฟก่อนเลยครับ รถไฟในประเทศญี่ปุ่นก็หลายเจ้าครับ เหมือนไทยแลนด์แดนสมายล์ของเราที่มี BTS, MRT, Airportlink เจ้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นก็จะเป็น JR ครับ ส่วนเจ้าอื่นๆผมเองก็ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเหมือนกัน55 เยอะซะเหลือเกิน

          ก่อนอื่นเลยผมขอแนะนำวิธีการดูรอบของรถไฟที่เราจะใช้เดินทางก่อนครับ ขอแบ่งออกเป็นดังนี้นะครับ

          1) www.hyperdia.com 

          เว็บนี้เป็นเว็บยอดฮิตเลยครับ เป็นภาษาอังกฤษ สามารถเลือกวันเวลาที่จะเดินทางได้ เลือกได้ว่าต้องการรถไฟแบบไหน แสดงราคาค่าตั๋วให้เรียบร้อยเสร็จสรรพ และยังแสดงหลายๆตัวเลือกให้เราได้พิจารณาอีกด้วยครับ วิธีใช้ที่ง่ายที่สุดคือ แค่กรอกสถานีที่เราจะไปและวันเวลาที่จะเดินทางก็เรียบร้อยแล้วครับ แต่ต้องระวังนิดนึงนะครับ มันจะมีช่อง Fare ที่หมายถึงค่ารถไฟ และช่อง Seat Fee ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะครับ อย่าลืมดูด้วยว่าในช่อง Seat Fee เราต้องจ่ายเพิ่มหรือเปล่า เดี๋ยวจะเสียเงินเพิ่มขึ้นซะปล่าว

 

          2) Google Map

          แอพสุดเทพจากเครือ Google นั่นเอง อันนี้ข้อดีคือสะดวกสบายกว่า Hyperdia ครับ สามารถใช้ได้เรียลไทม์กว่า เพียงแค่กรอกจุดเริ่มต้นและสถานที่ที่เราจะไปแล้วเลือกให้แสดงเส้นทางรถไฟ ก็เป็นอันเสร็จสรรพครับ แถมบางครั้งก็ยังบอกชานชะลาด้วย แต่ข้อเสียก็คือตัวเลือกมันไม่เยอะเท่ากับที่เราดูผ่าน Hyperdia

 

          3) Time Table ที่สถานี

          อันนี้ยากสุดครับ แนะนำให้ใช้ในกรณีที่จำเป็น ส่วนใหญ่ป้ายบอกเวลานี้จะอยู่ด้านในหลังจุดตรวจตั๋วไปแล้ว เราจึงต้องซื้อตั๋วเข้าไปก่อนแล้วค่อยไปดูเวลาดูชานชะลา เสียเวลาพอสมควรเลย แถมดูแล้วยังชวนงุนงงสำหรับมือใหม่อีกด้วย นอกจากนี้เราต้องรูปจุดหมายปลายทางของเราซะก่อนแล้วไปไล่ดูเส้นทางรถไฟสายต่างๆอีกด้วย มึนหนักเข้าไปใหญ่ทีนี้ ผมจึงแนะนำให้ใช้สองข้อข้างบนจะสะดวกกว่า

 

         การวางแผนการเดินทางล่วงหน้านั้นไม่ยากเลยครับ ผมมีสเต็ปง่ายๆในการทำแผนง่ายๆก็คือ หาที่ที่เราจะไปครับ พอได้แล้วก็เปิด Google Map ไปหาสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด แล้วเข้า Hyperdia เช็คว่าเดินทางยังไงได้บ้าง แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วครับสบายๆ ในกรณีที่ไม่ถูกใจสถานีนี้ก็เปลี่ยนไปอีกสถานีก็ได้ครับ บางทีมันก็ใกล้ๆกันแต่เป็นคนละเจ้าของก็เป็นได้

         เมื่อเราได้เส้นทางต่างๆแล้ว ก็จะเป็นการซื้อตั๋วครับ เราสามารถซื้อตั๋วได้ง่ายๆเพียงแค่หยอดเหรียญ สอดแบงค์กับตู้ เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเราเลย แต่สะดวกรวดเร็วมั่กๆ ทั้งนี้ต้องรู้ราคาก่อนนะครับ ถึงจะซื้อได้ บางที่เขาก็จะให้หยอดเหรียญให้ครบก่อนถึงจะกดได้ก็มี จะมีปุ่มให้เลือกภาษาอังกฤษอยู่ครับไม่ต้องตกใจ กดมันเข้าไป ตั๋วจะเป็นกระดาษแข็งๆครับ ใช้สอดเข้าเครื่องตรวจเหมือนบ้านเราเลย ทีนี้ผมเคยประสบปัญหาตั๋วหายอยู่ครั้งหนึ่ง ก็เลยไปติดต่อจนท.สถานี เขาก็ใจดีออกตั๋วใหม่ให้ ไม่ต้องเสียตังเพิ่มแต่อย่างใดครับ

 

         แล้วก็มาถึงคิวของบัตรวิเศษ "JR Pass" เวลามีบัตรนี้จะรู้สุึกว่ารวยมากครับเพราะแม่งแพงมาก เราสามารถถือบัตรเดินผ่านเคาน์เตอร์พนักงานตรวจเข้าสถานีได้สบายๆ ไม่ต้องไปวุ่นวายกับการซื้อตั๋ว ราคาของบัตรก็จะแสดงอยู่ตามรูปนี้ครับ

         ข้อควรระวังของการซื้อ JR Pass ก็คือต้องออกแบบการเดินทางทั้งหมดจนรู้ค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อนะครับ ย้ำนะครับต้องทำ ไม่งั้นคุณจะเสียเงินหลักพันไปฟรีๆเลย ถ้าจะใช้ให้คุ้มอย่างน้อยต้องนั่งชินกันเซ็นข้ามจังหวัด 3-4 จังหวัดเลยครับ และบัตรนี้ใช้กับรถบัสกับเรือได้ด้วยนะครับ แต่ต้องเป็นของ JR เท่านั้น ซึ่งจากการใช้จริงแล้วงงมากครับ55 ไม่รู้ว่าคันไหน JR ขึ้นผิดเสียตังอีก

         ถ้าเราซื้อในเมืองไทย ตัวแทนจำหน่ายเขาจะให้ใบ Order มาครับ แล้วต้องนำไปแลกที่ญี่ปุ่นตามสถานีใหญ่ๆจะมีให้แลกอยู่ เอาง่ายๆเลยที่สถานีรถไฟในสนามบินมีครับ ติดต่อถามเจ้าหน้าที่เขาได้เลย พอเอาไปแลกเจ้าหน้าที่เขาก็จะให้ยื่นพาสปอร์ตอะไรตามปกติ แล้วจะถามว่าเริ่มใช้วันไหนเป็นวันแรก หลังจากนั้นก็จะได้บัตรนำมาใช้ครับ ห้ามทำหายเด็ดขาดนะครับ เขาไม่ออกบัตรใหม่ให้ พึงระลึกเสมอว่าคุณกำลังถือบัตรหลักหมื่นไว้อยู่ในมือนะจ๊ะ 

ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.japanrailpass.net/th/index.html

เอาไว้ดูว่าใช้กับอะไรได้บ้าง ราคาเท่าไหร่ และอื่นๆ

 

         นอกจากบัตรวิเศษ JR Pass แล้วก็ยังมีบัตรอื่นๆที่น่าสนใจมากครับ คือบัตร One-day Pass อันนี้จะเป็นบัตรเหมาหนึ่งวันครับ ส่วนใหญ่จะเป็นรถไฟของเอกชนครับ เช่นพวกรถไฟใต้ดิน โดยจะมีราคาบอกอยู่ว่าเท่าไหร่ ใช้กับอะไรได้บ้าง ซึ่งผมถูกว่าคุ้มมากกกก ช่วงที่ไปโอซาก้าได้ใช้บัตรนี้ถือว่าประหยัดค่าเดินทางไปพอสมควรเลย บางบัตรยังลดราคาให้ในวันหยุดอีกด้วย ตัวอย่างบัตรยอดฮิตนะครับก็ได้แก่

          1) Tokyo Metro One-day Open Ticket ใช้สำหรับรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro ครับ [710 yen]

          2) Common One-day Ticket ใช้สำหรับรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro และ Toei Subway ครับ [1000 yen]

          3) Tokyo Metropolitan District Pass ใช้สำหรับรถไฟ JR ที่ไม่ใช่ขบวน Express ครับ [750 yen]

          4) Osaka Subway One-day Pass ใช้สำหรับรถไฟใต้ดินทุกสายใน Osaka ครับ [800 yen, 600 yen ในวันหยุด]

          โดยตั๋วส่วนใหญ่สามารถซื้อได้ที่พนักงานครับ หรือบางที่ก็สามารถออกตั๋วได้ที่ตู้ขายตั๋วเลย และนอกจากตั๋วพวกนี้ก็ยังมีตั๋ว One-day Pass แบบอื่นอีกครับ ถ้าสนใจอยากไปเที่ยวที่ไหนลองเซิจคำว่า "one day pass" ตามด้วยชื่อสถานที่ในกุเกิ้ลดูครับ 

 

          ถึงแม้รถไฟจะสะดวกสบายก็จริงครับ แต่ในบางพื้นที่รถบัสก็เข้าถึงได้มากกว่า เช่นในเกียวโต ที่รถไฟไม่ครอบคลุมมากนัก รถบัสไปได้ทุกหัวมุมทุกซอยมากกว่า ในเรื่องค่าบริการผมยังแอบสงสัยนิดนึงครับ เนื่องจากเคยคิดรถบัสสองที่แต่ราคาคิดกันละแบบ ที่แรกคือขึ้นที่โตเกียวเหมือนเขาจะคิดราคาเดียวตลอดทั้งสาย ลงป้ายไหนก็ตามจ่ายเท่ากัน ส่วนอีกที่เป็นที่ทะเลสาบคาวากุจิโกะครับ อันนี้จะคิดแบบทบกันไปตามป้ายเรื่อยๆ ยิ่งไกลยิ่งแพงครับ

          ปัญหาหนึ่งในการขึ้นรถบัสคือเราไม่รู้ว่าสายไหนไปที่ไหนบ้าง ก่อนอื่นผมแนะนำให้ไปเซิจหาเส้นทางการเดินรถของรถบัสไว้ก่อนเลยครับ 

          อันนี้ก็เป็นตัวอย่างเส้นทางเดินรถในเกียวโตนะครับ จะเห็นว่าเขาแสดงสายขอรถบัสและป้ายรถบัสอยู่ สิ่งที่เราต้องทำก็คือดูว่าสถานที่ที่เราจะไปอยู่ป้ายไหนและนั่งรถบัสสายไหนไปได้ครับ ป้ายรถบัสก็เหมือนกับป้ายรถเมล์บ้านเราครับ จะมีสัญลักษณ์อยู่และบอกว่ามีรถบัสสายไหนผ่านบ้าง แต่ปัญหาคือบางทีก็หาป้ายค่อนข้างยากครับ คือไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน Google Map ก็ไม่มี ถ้าไม่สุ่มเดินก็แนะนำให้ถามทางเอาครับ

          รถบัสเองก็มีบัตร One-day Pass อยู่เหมือนกันครับ ที่เกียวโตบัตรราคาจะอยู่ที่ 500 yen เท่านั้น ซึ่งปกติถ้าขึ้นก็ 230 yen แล้ว ใช้ 3 รอบก็คุ้มแล้วครับ แนะนำให้ซื้อไว้ แต่ต้องดูให้ดีด้วยนะครับว่าส่วนไหนที่บัตรมันครอบคลุมบ้าง

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

สำหรับ "[TipTrick]Japan Trip: no.3 ตั๋วรถไฟและรถบัส" ก็ขอจบ ณ ตรงนี้นะครับ

no. ต่อไปจะขอพูดถึงการเดินทางไปสถานที่ต่างๆโดยใช้รถไฟและรถบัสแบบเจาะลึกลงไปอีกนะครับ

ฝากติดตามอ่านกันด้วยนะครับ