Director

[ReviewMovie]La La Land นครดารา

posted on 16 Jan 2017 21:07 by jap007598 in Director directory Entertainment

 

La La Land นครดารา

 

 

รายละเอียด

 

ผู้กำกับ : Damien Chazelle

ค่ายหนัง : Black Label Media, Gilbert Films, Impostor Pictures, Marc Platt Productions

หมวดหมู่ : Comedy, Drama, Musical

เรท : ทั่วไป

ความยาว : 128 นาที

ฉายในระบบ : 2D (Digital, IMAX)

 

 

Teaser

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

          สำหรับคอหนังอย่างผมแล้วการที่ได้มาดู La La Land ในช่วงนี้ถือว่าช้ามากกกกกก เพราะหนังมันเป็นกระแสมาตั้งแต่ปลายปีแล้ว ใครๆ เขาก็แห่กันไปดู Sneak Preview กัน (T^T เค้าจน) และยิ่งไปกว่านั้นในงาน "Golden Globes" (ลูกโลกทองคำ) ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลสำหรับยกย่องคนวงการจอเงินที่ผ่านมา La La Land กวาดรางวัลไปเพียบถึง 7 รางวัล หนึ่งในนั้นคือสาขาภาพยนตร์คอมเมดี้หรือมิวสิคัล ยอดเยี่ยม ด้วยสถานการณ์ที่มาแรงแซงหนังทุกเรื่องในปีนี้ ใครๆ ต่างก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวเกร็งรางวัลออสการ์เลยทีเดียว

          "La La Land" หรือ "นครดารา" เป็นหนังมิวสิคัล แนวคอมเมดี้ ดราม่า เกี่ยวกับเรื่องราวของชาย หญิง คู่หนึ่ง ทั้งคู่ต่างมาพร้อมกับความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะทำตามความฝัน "เซบาสเตียน" หรือ เซบ ชายหนุ่มนักดนตรีที่ถนัดเล่นเปียโนแนวแจ๊ส มีความฝันอยากจะเปิดไนท์คลับดนตรีแจ๊สขึ้นมา แต่ชีวิตดันมาตกอับเพราะโดนโกงซะก่อน แต่ความดื้อรั้นยังเป็นแรงผลักดันให้ขับเคลื่อนความฝันต่อไปแม้ในครั้งนี้มันจะยากลำบากกว่าเดิม "มีอา" หญิงสาวที่ตัดสินใจเลิกเรียนทนายแล้วหันเหชีวิตมาทุ่มเทให้กับฝึกซ้อมการแสดง เพื่อหวังว่าจะมีโอกาสได้ไปเฉิดฉายบนจอเงินตามความฝันของเธอสักวันหนึ่ง แต่ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เธอยังไม่สามารถทำความฝันได้สำเร็จเสียที ด้วยเสียงดนตรีหรือไม่ก็โลกกลมพรหมลิขิตทั้งสองจึงได้มาเจอกัน และกลายเป็นเรื่องราวของคนสองคนที่มีความฝันภายใต้นครแห่งดวงดาว "น - คร - ดา - รา"

          โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ถูกจริตกับหนังมิวสิคัลสักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามันถูกยัดเยียดให้ดูความเล่นใหญ่ที่ไม่ได้เข้ากันกับการดำเนินไปของหนัง อารมณ์ก็ดูขึ้นๆ ลงๆ แกว่งไปมาตามจังหวะเพลง แต่!!!! เรื่องนี้มันต่างออกไป ผมรู้สึกว่าขณะที่ดูอยู่ มันไม่มีความรู้สึกอึดอัดที่ต้องนั่งดูพระนางทั้งสอง (และอื่นๆ อีกมากมาย) แหกปากร้องเพลง เต้นไปเต้นมา มันแบบสนุกมากกกกก ผ่อนคลาย และอินไปกับจังหวะของเพลงและการแสดง ส่วนหนึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะหนังปูเนื้อเรื่องพื้นเพเกี่ยวกับการแสดงและดนตรีมาค่อนข้างดี มันเลยทำให้รู้สึกโอเคที่จะได้ดูฉากมิวสิคัลแบบนี้ และความเล่นใหญ่ของฉากมิวสิคัลมันลงตัวมากๆ มันทำให้อินให้จิ้นได้ หรือไม่ก็เวอร์ๆ หลุดโลกความจริงไปเลย ดูโคตรเพลิน

          เทคนิคในการดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีอะไรมาก ไหลไปตามสูตรหนังคอมเมดี้ฟีลกู๊ดทั่วไป มาดูกันที่ประเด็นของหนังกันดีกว่า ประเด็นหลักของหนังเลยคือ "ความฝันกับความเป็นจริง" ผู้กำกับพยายามขยี้ประเด็นนี้ให้ผู้ชมดู เขาอยากให้เราเห็นหลากมุมหลายด้านของชีวิตของคนที่มีความฝันในความเป็นจริง บางช่วงชีวิตความฝันก็อาจถูกกลืนหายไปในความเป็นจริงอันโหดร้าย บางช่วงเวลาความฝันอาจเป็นสิ่งที่ทำเราเจ็บได้หนักมากที่สุดจนเราแทบจะยืนไม่ไหว แต่ในบางช่วงเวลาเช่นกันความฝันอาจเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวในชีวิตที่ยังทำให้เราก้าวต่อไปได้ ผมชอบการที่ได้ดูอะไรหลายๆ มุมแบบนี้ มันทำให้ได้รู้จักสิ่งนั้นในอีกมิติที่ต่างออกไป ซึ่งผมว่าแม่งโคตรเจ๋งเลย

 

" เป็นหนังมิวสิคัลที่ไม่รู้สึกว่าอึดอัดหรือถูกยัดเยียดให้ดูฉากมิวสิคัล "

 

" ความฝันที่มาพร้อมกับความเป็นจริงจะถูกแสดงออกมาในหลายมิติ "

 

          ด้วยความที่ผมเป็นคนเนิร์ดๆ หน่อย การที่ผู้กำกับใส่เกร็ดความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับดนตรีแจ๊สเข้ามาจึงเป็นอะไรที่ถูกใจมาก เหมือนเป็นการเปิดโลกดนตรีแจ๊สไปเลยหว่ะคุณ ปกติแจ๊สเป็นแนวที่ผมไม่ชอบเลย (เช่นเดียวกับมีอาเลย) ฟังกี่ทีๆ ก็ไม่ถูกใจสักครั้ง แต่พอได้เฮียเซบมาอธิบายเกี่ยวกับดนตรีแจ๊สให้ฟัง ผมก็ถึงกับว้าววววและเห็นด้วยกับสิ่งที่เฮียแกบอกมามากๆ และตลอดเรื่องยังได้ดูความสนุกสนานที่ถ่ายทอดมาจากดนตรีแจ๊สทั้งแบบออริจินอลและแบบผสมผสานปรับปรุงขึ้นมาใหม่ให้เข้ากับยุคกับสมัย ตอนนี้ก็เลยเปิดใจให้กับดนตรีแจ๊สนิดนึง 555 จริงๆ ยังมีเกร็ดเล็กๆ อีกหลายเรื่องนะที่ผู้กำกับเขาใส่เข้ามา ผมก็อยากให้ลองไปดูในหนังเองละกัน

          รีวิวหนังมิวสิคัลทั้งทีจะไม่พูดถึงเพลงประกอบและดนตรีประกอบก็เห็นจะไม่ได้ เพลงประกอบที่ดังที่สุดของเรื่องนี้คือเพลง "City of Star" ดังจนได้รางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากงานลูกโลกทองคำไปครอง อย่างงี้ต้องดีงามมากๆ แน่นอน แต่ผมกลับรู้สึกว่า เพลงนี้ไม่ได้เพราะพริ้งอะไรมากมาย (เพลงอื่นในหนังยังเพลินกว่า) แอบรู้สึกว่ามันสั้นๆ ยังไงก็ไม่รู้ด้วย แต่ตอนเอามาประกอบกับแต่ละฉากในหนังนี้ ถือว่าเยี่ยมยอดดึงอารมณ์ซีนนั้นได้ดีสุดๆ สำหรับเพลงประกอบและดนตรีประกอบอื่นๆ ผมถือว่าเยี่ยมเลย ส่วนมากจะเน้นไปที่ความสนุกสนาน ครื้นเครง ทำให้หนังมันไม่น่าเบื่อ คนดูอย่างเราๆ สามารถดูได้อย่างเพลินๆ จนลืมเวลาไปเลย (เอาจริงๆ โดยส่วนตัวดนตรีประกอบหลายๆ เพลงให้ความรู้สึกเดียวกับเพลงของ Joe Hisaishi ที่แกแต่งให้หนังของ Ghibli เลยนะ ขนลุกไปเลย)

          สำหรับด้านนักแสดงนั้นถือว่าดีงามพระรามเก้ามากๆ โดยเฉพาะ "ไรอัน กอสลิ่ง" ที่รับบทเซบาสเตียน แกเล่นได้เด่นและดีโคตรๆ แสดงความรู้สึกผ่านสีหน้าและแววตาได้เป็นอย่างดี คนอะไรหล่อวัวตายควายล้ม ต้องขอชมเลยว่าตาพี่แกสวยโคตรๆ หยาดเยิ้มเหลือเกิน มองแล้วหวั่นไหว กรี๊ดๆๆๆๆ แต่ที่ชอบที่สุดคือลีลาการเล่นเปียโนของแก แม่งพริ้วมากจริงๆ ผมได้ข่าวมาว่าตอนที่แกรัวเปียโนแกไม่ใช้แสตนอินไม่ใช้ตัวแสดงแทน แกหัดเองฝึกเองอย่างหนักจนเล่นได้สมจริงขนาดนี้ ซึ่งคุณลองไปดูเลยคุณเอ๊ยยยยย เพลงแต่ละเพลงมันยากจริงๆ รัวนิ้วเป็นพัลวัน จนต้องสงสัยว่านิ้วมันไม่พันกันบ้างหรอวะ ผมขอยกให้เป็นดาราอีกคนหนึ่งที่ทุ่มเทกับบทบาทมากๆ

          และอีกคนที่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เธอคือออออออ "เอ็มมา สโตน" สาวสวยที่บางโมเมนต์ก็ดูแก่บางทีก็ดูเด็ก ถ้าพูดการตามตรงบทของเธอเด่นที่สุดในเรื่อง แต่ตาไรอันแกแย่งซีนไปซะเกือบหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช่ว่าเธอแสดงได้ไม่ดีนะ เธอแสดงได้ดีทีเดียวเลย รอยยิ้มของเธอทำให้โลกสดใส ดึงอารมณ์หนังได้ฟีลกู๊ดมากๆ แต่น้ำตาของเธอก็ทำให้ โลกเงียบเหงาเศร้าสร้อยได้เหมือนกัน และผมว่าเธอเก็บคอแรกเตอร์ของตัวละครมีอาได้ดีมากๆ แสดงความเปิ่นเล็กๆ น้อยๆ ตามสไตล์ของมีอาออกมาได้ตลอด การแสดงของเธอและไรอันเข้าคู่ถูกเคมีกันมากๆ ทำเอาเฉิดฉายสุดๆ เวลาทั้งสองมาอยู่ร่วมฉากเดียวด้วยกัน 

 

" เพลงและดนตรีประกอบเร้าอารมณ์และสร้างความสนุกสนานได้เยี่ยม "

 

" การถ่ายลองเทคและการจัดแสงคือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องสำหรับผม "

 

          และ และ และ จุดที่ผมชอบมากที่สุดของหนังก็คือ "งานภาพและการตัดต่อ" มาว่ากันที่อันแรกเลย การจัดแสงให้งานภาพนี่โคตรเยี่ยม ใช้แสงได้เกิดประโยชน์และให้ฟีลลิ่งได้ดีมากๆ เลือกมุมถ่ายให้แสงลงหน้าตัวละครได้ดีดูธรรมชาติ สมจริงไม่เฟค และในหลายๆ ฉากนั้นสีของแสงที่เค้าเลือกใช้สามารถดึงอารมณ์ร่วมของคนดูออกมาได้ เพราะเค้าใช้สีที่บ่งบอกถึงอารมณ์ได้ง่าย และในฉากมิวสิคัลเค้าจะหรี่ไฟลงเหลือแค่ไฟฟอลโลว์ส่องไปที่ตัวละครที่ต้องการเน้นเท่านั้น อันที่จริงมันก็เป็นหลักพื้นฐานทั่วไปนั่นแหละ แต่เพราะการเลือกใช้ถูกจังหวะด้วยมันก็เลยได้ฟีลมากจริงๆ

         นอกจากด้านแสงและอีกจุดขายหนึ่งก็คือ "การถ่ายลองเทค" ซึ่งเป็นถ่ายฉากหนึ่งเทคเดียวยาวๆ ไม่ตัดต่อ จะใช้การย้ายกล้องไปมาแทน แล้วคุณคิดดู ฉากมิวสิคัลที่มีตัวละครนักร้อง นักเต้นมากมายรวมตัวอยู่ด้วยกัน ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้วแม่งต้องวุ่นวายแน่ๆ การตัดต่อฉับไปฉับมาจึงดูน่าจะเหมาะที่สุด แต่ผู้กำกับแกก็ยังเลือกใช้ลองเทค บ้าไปแล้ว!!! แต่ก็นะด้วยความที่ทำการบ้านและวางแผนมาอย่างดีฉากลองเทคทุกฉากเลยออกมาเยี่ยมมากๆ ตะลึงตึงโป๊ะ!!! ทำเอาผมประทับใจไปเลย (ต้องบอกก่อนว่าผมยังไม่ได้ดู Bird Man นะ) และนี่น่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ฉากมิวสิคัลมันดูสนุกสำหรับผมด