Director

[ReviewMovie]La La Land นครดารา

posted on 16 Jan 2017 21:07 by jap007598 in Director directory Entertainment

 

La La Land นครดารา

 

 

รายละเอียด

 

ผู้กำกับ : Damien Chazelle

ค่ายหนัง : Black Label Media, Gilbert Films, Impostor Pictures, Marc Platt Productions

หมวดหมู่ : Comedy, Drama, Musical

เรท : ทั่วไป

ความยาว : 128 นาที

ฉายในระบบ : 2D (Digital, IMAX)

 

 

Teaser

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

          สำหรับคอหนังอย่างผมแล้วการที่ได้มาดู La La Land ในช่วงนี้ถือว่าช้ามากกกกกก เพราะหนังมันเป็นกระแสมาตั้งแต่ปลายปีแล้ว ใครๆ เขาก็แห่กันไปดู Sneak Preview กัน (T^T เค้าจน) และยิ่งไปกว่านั้นในงาน "Golden Globes" (ลูกโลกทองคำ) ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลสำหรับยกย่องคนวงการจอเงินที่ผ่านมา La La Land กวาดรางวัลไปเพียบถึง 7 รางวัล หนึ่งในนั้นคือสาขาภาพยนตร์คอมเมดี้หรือมิวสิคัล ยอดเยี่ยม ด้วยสถานการณ์ที่มาแรงแซงหนังทุกเรื่องในปีนี้ ใครๆ ต่างก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวเกร็งรางวัลออสการ์เลยทีเดียว

          "La La Land" หรือ "นครดารา" เป็นหนังมิวสิคัล แนวคอมเมดี้ ดราม่า เกี่ยวกับเรื่องราวของชาย หญิง คู่หนึ่ง ทั้งคู่ต่างมาพร้อมกับความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะทำตามความฝัน "เซบาสเตียน" หรือ เซบ ชายหนุ่มนักดนตรีที่ถนัดเล่นเปียโนแนวแจ๊ส มีความฝันอยากจะเปิดไนท์คลับดนตรีแจ๊สขึ้นมา แต่ชีวิตดันมาตกอับเพราะโดนโกงซะก่อน แต่ความดื้อรั้นยังเป็นแรงผลักดันให้ขับเคลื่อนความฝันต่อไปแม้ในครั้งนี้มันจะยากลำบากกว่าเดิม "มีอา" หญิงสาวที่ตัดสินใจเลิกเรียนทนายแล้วหันเหชีวิตมาทุ่มเทให้กับฝึกซ้อมการแสดง เพื่อหวังว่าจะมีโอกาสได้ไปเฉิดฉายบนจอเงินตามความฝันของเธอสักวันหนึ่ง แต่ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เธอยังไม่สามารถทำความฝันได้สำเร็จเสียที ด้วยเสียงดนตรีหรือไม่ก็โลกกลมพรหมลิขิตทั้งสองจึงได้มาเจอกัน และกลายเป็นเรื่องราวของคนสองคนที่มีความฝันภายใต้นครแห่งดวงดาว "น - คร - ดา - รา"

          โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ถูกจริตกับหนังมิวสิคัลสักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามันถูกยัดเยียดให้ดูความเล่นใหญ่ที่ไม่ได้เข้ากันกับการดำเนินไปของหนัง อารมณ์ก็ดูขึ้นๆ ลงๆ แกว่งไปมาตามจังหวะเพลง แต่!!!! เรื่องนี้มันต่างออกไป ผมรู้สึกว่าขณะที่ดูอยู่ มันไม่มีความรู้สึกอึดอัดที่ต้องนั่งดูพระนางทั้งสอง (และอื่นๆ อีกมากมาย) แหกปากร้องเพลง เต้นไปเต้นมา มันแบบสนุกมากกกกก ผ่อนคลาย และอินไปกับจังหวะของเพลงและการแสดง ส่วนหนึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะหนังปูเนื้อเรื่องพื้นเพเกี่ยวกับการแสดงและดนตรีมาค่อนข้างดี มันเลยทำให้รู้สึกโอเคที่จะได้ดูฉากมิวสิคัลแบบนี้ และความเล่นใหญ่ของฉากมิวสิคัลมันลงตัวมากๆ มันทำให้อินให้จิ้นได้ หรือไม่ก็เวอร์ๆ หลุดโลกความจริงไปเลย ดูโคตรเพลิน

          เทคนิคในการดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีอะไรมาก ไหลไปตามสูตรหนังคอมเมดี้ฟีลกู๊ดทั่วไป มาดูกันที่ประเด็นของหนังกันดีกว่า ประเด็นหลักของหนังเลยคือ "ความฝันกับความเป็นจริง" ผู้กำกับพยายามขยี้ประเด็นนี้ให้ผู้ชมดู เขาอยากให้เราเห็นหลากมุมหลายด้านของชีวิตของคนที่มีความฝันในความเป็นจริง บางช่วงชีวิตความฝันก็อาจถูกกลืนหายไปในความเป็นจริงอันโหดร้าย บางช่วงเวลาความฝันอาจเป็นสิ่งที่ทำเราเจ็บได้หนักมากที่สุดจนเราแทบจะยืนไม่ไหว แต่ในบางช่วงเวลาเช่นกันความฝันอาจเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวในชีวิตที่ยังทำให้เราก้าวต่อไปได้ ผมชอบการที่ได้ดูอะไรหลายๆ มุมแบบนี้ มันทำให้ได้รู้จักสิ่งนั้นในอีกมิติที่ต่างออกไป ซึ่งผมว่าแม่งโคตรเจ๋งเลย

 

" เป็นหนังมิวสิคัลที่ไม่รู้สึกว่าอึดอัดหรือถูกยัดเยียดให้ดูฉากมิวสิคัล "

 

" ความฝันที่มาพร้อมกับความเป็นจริงจะถูกแสดงออกมาในหลายมิติ "

 

          ด้วยความที่ผมเป็นคนเนิร์ดๆ หน่อย การที่ผู้กำกับใส่เกร็ดความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับดนตรีแจ๊สเข้ามาจึงเป็นอะไรที่ถูกใจมาก เหมือนเป็นการเปิดโลกดนตรีแจ๊สไปเลยหว่ะคุณ ปกติแจ๊สเป็นแนวที่ผมไม่ชอบเลย (เช่นเดียวกับมีอาเลย) ฟังกี่ทีๆ ก็ไม่ถูกใจสักครั้ง แต่พอได้เฮียเซบมาอธิบายเกี่ยวกับดนตรีแจ๊สให้ฟัง ผมก็ถึงกับว้าววววและเห็นด้วยกับสิ่งที่เฮียแกบอกมามากๆ และตลอดเรื่องยังได้ดูความสนุกสนานที่ถ่ายทอดมาจากดนตรีแจ๊สทั้งแบบออริจินอลและแบบผสมผสานปรับปรุงขึ้นมาใหม่ให้เข้ากับยุคกับสมัย ตอนนี้ก็เลยเปิดใจให้กับดนตรีแจ๊สนิดนึง 555 จริงๆ ยังมีเกร็ดเล็กๆ อีกหลายเรื่องนะที่ผู้กำกับเขาใส่เข้ามา ผมก็อยากให้ลองไปดูในหนังเองละกัน

          รีวิวหนังมิวสิคัลทั้งทีจะไม่พูดถึงเพลงประกอบและดนตรีประกอบก็เห็นจะไม่ได้ เพลงประกอบที่ดังที่สุดของเรื่องนี้คือเพลง "City of Star" ดังจนได้รางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากงานลูกโลกทองคำไปครอง อย่างงี้ต้องดีงามมากๆ แน่นอน แต่ผมกลับรู้สึกว่า เพลงนี้ไม่ได้เพราะพริ้งอะไรมากมาย (เพลงอื่นในหนังยังเพลินกว่า) แอบรู้สึกว่ามันสั้นๆ ยังไงก็ไม่รู้ด้วย แต่ตอนเอามาประกอบกับแต่ละฉากในหนังนี้ ถือว่าเยี่ยมยอดดึงอารมณ์ซีนนั้นได้ดีสุดๆ สำหรับเพลงประกอบและดนตรีประกอบอื่นๆ ผมถือว่าเยี่ยมเลย ส่วนมากจะเน้นไปที่ความสนุกสนาน ครื้นเครง ทำให้หนังมันไม่น่าเบื่อ คนดูอย่างเราๆ สามารถดูได้อย่างเพลินๆ จนลืมเวลาไปเลย (เอาจริงๆ โดยส่วนตัวดนตรีประกอบหลายๆ เพลงให้ความรู้สึกเดียวกับเพลงของ Joe Hisaishi ที่แกแต่งให้หนังของ Ghibli เลยนะ ขนลุกไปเลย)

          สำหรับด้านนักแสดงนั้นถือว่าดีงามพระรามเก้ามากๆ โดยเฉพาะ "ไรอัน กอสลิ่ง" ที่รับบทเซบาสเตียน แกเล่นได้เด่นและดีโคตรๆ แสดงความรู้สึกผ่านสีหน้าและแววตาได้เป็นอย่างดี คนอะไรหล่อวัวตายควายล้ม ต้องขอชมเลยว่าตาพี่แกสวยโคตรๆ หยาดเยิ้มเหลือเกิน มองแล้วหวั่นไหว กรี๊ดๆๆๆๆ แต่ที่ชอบที่สุดคือลีลาการเล่นเปียโนของแก แม่งพริ้วมากจริงๆ ผมได้ข่าวมาว่าตอนที่แกรัวเปียโนแกไม่ใช้แสตนอินไม่ใช้ตัวแสดงแทน แกหัดเองฝึกเองอย่างหนักจนเล่นได้สมจริงขนาดนี้ ซึ่งคุณลองไปดูเลยคุณเอ๊ยยยยย เพลงแต่ละเพลงมันยากจริงๆ รัวนิ้วเป็นพัลวัน จนต้องสงสัยว่านิ้วมันไม่พันกันบ้างหรอวะ ผมขอยกให้เป็นดาราอีกคนหนึ่งที่ทุ่มเทกับบทบาทมากๆ

          และอีกคนที่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เธอคือออออออ "เอ็มมา สโตน" สาวสวยที่บางโมเมนต์ก็ดูแก่บางทีก็ดูเด็ก ถ้าพูดการตามตรงบทของเธอเด่นที่สุดในเรื่อง แต่ตาไรอันแกแย่งซีนไปซะเกือบหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช่ว่าเธอแสดงได้ไม่ดีนะ เธอแสดงได้ดีทีเดียวเลย รอยยิ้มของเธอทำให้โลกสดใส ดึงอารมณ์หนังได้ฟีลกู๊ดมากๆ แต่น้ำตาของเธอก็ทำให้ โลกเงียบเหงาเศร้าสร้อยได้เหมือนกัน และผมว่าเธอเก็บคอแรกเตอร์ของตัวละครมีอาได้ดีมากๆ แสดงความเปิ่นเล็กๆ น้อยๆ ตามสไตล์ของมีอาออกมาได้ตลอด การแสดงของเธอและไรอันเข้าคู่ถูกเคมีกันมากๆ ทำเอาเฉิดฉายสุดๆ เวลาทั้งสองมาอยู่ร่วมฉากเดียวด้วยกัน 

 

" เพลงและดนตรีประกอบเร้าอารมณ์และสร้างความสนุกสนานได้เยี่ยม "

 

" การถ่ายลองเทคและการจัดแสงคือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องสำหรับผม "

 

          และ และ และ จุดที่ผมชอบมากที่สุดของหนังก็คือ "งานภาพและการตัดต่อ" มาว่ากันที่อันแรกเลย การจัดแสงให้งานภาพนี่โคตรเยี่ยม ใช้แสงได้เกิดประโยชน์และให้ฟีลลิ่งได้ดีมากๆ เลือกมุมถ่ายให้แสงลงหน้าตัวละครได้ดีดูธรรมชาติ สมจริงไม่เฟค และในหลายๆ ฉากนั้นสีของแสงที่เค้าเลือกใช้สามารถดึงอารมณ์ร่วมของคนดูออกมาได้ เพราะเค้าใช้สีที่บ่งบอกถึงอารมณ์ได้ง่าย และในฉากมิวสิคัลเค้าจะหรี่ไฟลงเหลือแค่ไฟฟอลโลว์ส่องไปที่ตัวละครที่ต้องการเน้นเท่านั้น อันที่จริงมันก็เป็นหลักพื้นฐานทั่วไปนั่นแหละ แต่เพราะการเลือกใช้ถูกจังหวะด้วยมันก็เลยได้ฟีลมากจริงๆ

         นอกจากด้านแสงและอีกจุดขายหนึ่งก็คือ "การถ่ายลองเทค" ซึ่งเป็นถ่ายฉากหนึ่งเทคเดียวยาวๆ ไม่ตัดต่อ จะใช้การย้ายกล้องไปมาแทน แล้วคุณคิดดู ฉากมิวสิคัลที่มีตัวละครนักร้อง นักเต้นมากมายรวมตัวอยู่ด้วยกัน ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้วแม่งต้องวุ่นวายแน่ๆ การตัดต่อฉับไปฉับมาจึงดูน่าจะเหมาะที่สุด แต่ผู้กำกับแกก็ยังเลือกใช้ลองเทค บ้าไปแล้ว!!! แต่ก็นะด้วยความที่ทำการบ้านและวางแผนมาอย่างดีฉากลองเทคทุกฉากเลยออกมาเยี่ยมมากๆ ตะลึงตึงโป๊ะ!!! ทำเอาผมประทับใจไปเลย (ต้องบอกก่อนว่าผมยังไม่ได้ดู Bird Man นะ) และนี่น่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ฉากมิวสิคัลมันดูสนุกสำหรับผมด้วยแหละ

         และท้ายสุด ผมว่าคนตัดต่อเสียงหนังเรื่องนี้แม่งต้องเหนื่อยโคตรแน่ๆ ในการทำฉากมิวสิคัลแต่ละฉากมันจะมีพวกการออกท่าทาง การเคาะจังหวะเพื่อให้มีเสียงจังหวะต่างๆ สอดแทรกไปในบทเพลง ซึ่งผมว่าแต่ละฉากที่ถ่ายออกมามันไม่ได้ยินเสียงพวกนี้หรอก มันต้องมาตัดมาเติมทีหลัง มันเป็นงานที่ละเอียดโคตรๆ ต้องเก็บเสียงที่เข้ากับท่าทาง และยังต้องให้ตรงกับจังหวะเพลงเป๊ะๆ อีก แถมฉากมิวสิคัลยังมีอีกรวมๆ กันเกือบสิบฉาก อันที่จริงยังไม่ได้พูดถึงเรื่องการออกแบบมุมกล้องและท่าเต้นต่างๆ ในหนังที่ทำได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แต่ก็นั่นแหละทั้งหมดทั้งมวลนี้มันแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของคนที่มีส่วนร่วมในการทำหนังเรื่องนี้ว่าทำงานกันอย่างหนัก และผมก็อยากขอเป็นส่วนหนึ่งในคนที่อยากให้ทุกคนที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ได้ลองมาดูกัน

         สรุป "หนังเรื่องนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก" สมกับเป็นหนึ่งในตัวเต็งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์เลย หนังอาจจะตามสูตรหนังฟีลกู๊ดทั่วไป แต่ประเด็นและรายละเอียดต่างๆ ในหนังถือว่ายอดเยี่ยม เป็นหนังมิวสิคัลที่คนไม่ชอบดูหนังแนวนี้ก็สามารถดูและหลงรักได้เหมือนกัน สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังไม่ใช่งานด้านดนตรีประกอบ แต่เป็นงานด้านโปรดักชั่น ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายฉากลองเทค การจัดแสง หรือการตัดต่อต่างๆ ที่ดูพิถีถิถันและเก็บรายละเอียดได้ดี และฉากจบของเรื่องผมให้เต็ม 5 ดาว มันสมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้วสำหรับเรื่องนี้ และการใช้ฉากมิวสิคัลเข้ามาช่วยก็ยิ่งทำให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก เรื่องนี้ต้องดู!!!!

 

(มี John Legend โผล่มาด้วยนะเอ้อออออ)

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

คะแนน

 

คะแนนจาก Koma : 8.9/10

คะแนนจาก IMDb : 8.8/10 จากผู้โหวต 57,400 คน

Metascore : 93/100

คะแนนจาก Rotten Tomatoes : 93% => Fresh!!!

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

คนแบบนายนั่นแหละที่กำลังจะทำให้ดนตรีแจ๊สหายไป !!

 

 

จริงๆ ผมไม่ค่อยถูกกับจริตของหนัง Musical ซักเท่าไหร่

แต่หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป มันไม่ได้ยัดเยียดอะไรจนมากเกินไป

ทุกอย่างมันลงตัวมากที่สุด ดูจบต้องบอกเลยว่าอิ่มเอมมาก

อยากให้ทุกคนลองไปดูกันนะครับ

  

สุดท้ายนี้ถ้าผิดพลาดประการใดก็กราบขออภัยนะครับ -/\-

 

Sing ร้องจริง เสียงจริง

 

 

 

รายละเอียด

 

ผู้กำกับ : Christophe LourdeletGarth Jennings

ค่ายหนัง : Illumination Entertainment

หมวดหมู่ :  Animation, Comedy, Drama

เรท : ทั่วไป

ความยาว : 108 นาที

ฉายในระบบ : 2D, 3D

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

          ใกล้ช่วงคริสมาสต์แล้วซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสันต์ของปี ก็เลยอยากจะดูหนังสนุกๆ ฮาๆ สักเรื่องหนึ่งให้มันเข้ากับบรรยากาศซะหน่อย จากที่ลองดูๆ แล้วมันก็น่าจะมีอยู่เรื่องเดียวคือ Sing นี่แหละ ซึ่งเป็นหนังที่เห็นเทรลเลอร์ผ่านตาบ่อยมากกกกกกก โดยเฉพาะบนรถไฟฟ้า.... เปิดอย่างบ่อย 555 หมูเต้นเพลง Lady Gaga รัวๆ กระต่ายเต้นเพลง Nicki Minaj รัวๆ จนภาพติดตา

          Sing หรือชื่อไทย ร้องจริง เสียงจริง เป็นหนังแอนิเมชัน แนวคอมเมดี้ ดราม่า ที่เกี่ยวกับการประกวดร้องเพลงของมนุษย์สัตว์ในเมืองแห่งนี้ บัสเตอร์ มูน โคอาล่าที่ตอนเด็กๆ เขานั้นหลงใหลในแสงสีเสียงในการแสดงเป็นอย่างมาก พอโตขึ้นมาเขาจึงได้ทำตามฝันเป็นเจ้าของโรงละครในที่สุด แต่ความจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ความนิยมของโชว์ในโรงละครตกต่ำ จน มูน ไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าตัวนักแสดง หรือแม้กระทั่งหนี้สินที่กู้ยืมธนาคารมาทำโชว์ก็ไม่มีจ่าย จนเข้าข่ายจะถูกยึดทรัพย์สิน แต่ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นต่อไป มูนจึงปิ๊งไอเดียสุดล้ำที่จะมากู้วิกฤตในครั้งนี้คือ การประกวดร้องเพลงสุดยิ่งใหญ่ ที่ใครก็สามารถเข้าร่วมได้ โดยมีเงินรางวัลถึง 1,000 ดอลลาร์ แต่ดันพิมพ์ในใบประกาศผิดเป็น 100,000 ดอลลาร์!!!!! เรื่องราววุ่นๆ ก็เลยเกิดขึ้นนนนน

          ความยาว 108 นาที ถือว่ากำลังลงตัวเลย ไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป หนังสนุกไม่น่าเบื่อ และฮาระเบิดระเบ้อมาก ขนเพลงป็อปกันมาทั้งชาร์ตเลยมั้ง เยอะโคตรๆ ตัวละครร้องเพลงแต่ละที เพลงก็ไม่มีซ้ำกันเลย เสียดายที่ผมรู้จักเพลงดังๆ อยู่แค่ไม่กี่เพลง สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังก็คือ การได้เห็นบรรดาเหล่าสัตว์แสดงโชว์ไปพร้อมกับการร้องเพลง มันสนุกมาก ลุ้นมาก ด้วยความที่บรรดาสัตว์ทั้งหลายมีความแตกต่างทางกายภาพค่อนข้างชัดเจน มันเลยสนุกที่ว่าจะได้เห็นการนำเสนอโชว์ การร้อง สไตล์การร้องแบบไหนจากสัตว์ตัวนั้นๆ แล้วเรื่องนี้สัตว์หลากหลายกว่า Zootopia ค่อนข้างมาก ขนกันมาแทบทุกสายพันธ์ุ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลาน แม้กระทั่งหอยทากก็ยังมี!!! แทบไม่มีกรอบอะไรมากั้นเลย (แต่เกือบทุกตัวดันร้องแต่ป็อป 555)

 

 " ความยาว 108 นาที ถือว่ากำลังลงตัวเลย "

 

 " ไม่โดดเด่น มีจุดอ่อนเยอะ แต่ก็ยังทำได้ตามมาตรฐานหนังแอนิเมชัน "

 

          สำหรับการดำเนินเนื้อเรื่องนั้น ไม่ได้ถูกทำออกมาให้ซับซ้อน เดาทางได้ไม่ยาก และค่อนข้างตามสูตรเลย ด้านพลอตเรื่องมีการสร้างปมประเด็นปูพื้นหลังเกือบทุกตัวละครหลัก ดึงความน่าสนใจต่างๆ ได้ดี ถ้าเอาจริงๆ ก็เป็นพลอตที่มีศักยภาพมากเลยนะ แต่มันดึงออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และมันดันมีความไม่สมเหตุสมผลของหนังค่อนข้างเยอะ ดูไปก็แบบ "เฮ้ย!! แบบนี้ก็ได้หรอวะ" การหักมุมก็ถือว่าเซอร์ไพร์สหน่อย เล่นใหญ่กว่าที่คิดไว้ ที่ชอบที่สุดในส่วนเนื้อเรื่องก็คือจุดพีคของหนัง โชว์สุดท้ายทำได้ยอดเยี่ยมมาก ร้องเพลงและแสดงได้ถึงอารมณ์ทุกโชว์ แอบน้ำตาไหลซาบซึ้งปลื้มปิติไปกับฉากนั้นเบาๆ ซึ่งรวมๆ ผมถือว่าโอเคนะ ไม่โดดเด่น มีจุดอ่อนเยอะ แต่ก็ยังทำได้ตามมาตรฐานหนังแอนิเมชัน

          เอ้อใช่!!! ประเด็นของหนังเรื่องนี้ถือว่าใช้ได้เลยนะ หนังเล่นประเด็น Passion ความหลงใหลในสิ่งที่ชอบได้ดีมาก บรรดาสัตว์ทุกตัวแม้จะมีภาระหน้าค้ำคอหรือหวังจะได้เงินรางวัล แต่ลึกๆ ในใจของพวกเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลในการร้องเพลง หรือแม้กระทั่งมูนเอง เค้าก็หลงใหลในการทำโชว์ให้กับโรงละครของเขา กัดฟันสู้ไม่ถอย ซึ่งประเด็นนี้สามารถนำเสนอให้ผู้ชมเข้าใจได้ง่าย มีพลัง และยังใช้ตัวละครเป็นตัวแทนของความหลงใหลในแต่ละแบบด้วย และอีกประเด็นที่ชอบก็คือ ประเด็นหินก้นบ่อ "นายรู้ไหมข้อดีของการเป็นหินก้นบ่อคืออะไร เพราะมันสามารถไปได้ทางเดียว ก็คือขึ้น!!!" ประโยคนี้พูดตอนแรกๆ ก็เฉยๆ นะ แต่พอเป็นตอนท้ายเรื่องนี่อินมากๆ เพราะผมได้เห็นการเติบโตของตัวละครมาตลอดมันเลยยิ่งอินเข้าไปใหญ่ ซึ่งประเด็นนี้ผมว่าแม่งโคตรเรียลเลย ชีวิตใครหลายๆ คนก็ต้องเคยผ่านช่วงต่ำสุดแบบนี้มาแน่นอน

          อีกจุดเด่นของเรื่องก็คือ ความครีเอท เช่นเรื่องคาแรกเตอร์ของตัวละคร ที่จับเอาหมูมาใส่ชุดรัดๆ แล้วเต้นอย่างสุดเหวี่ยง หรือกอริลล่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้ายแต่ดันมาร้องเพลงป็อปซะสดใส ภาพพจน์มันเลยดูขัดกับความเข้าใจพื้นฐานของเราแบบสุดขั้ว ความฮามันก็เลยบังเกิด ซึ่งเขาจับจุดได้ถูกต้องมาก เลยเอามายิงมุกได้มากมายหลายดอก แต่เสียดายนิดที่การเคลียร์ตัวประกอบและการกระจายบททำได้ไม่ค่อยดี มีตัวละครหนึ่งที่ผมชอบมากคือ แอช เม่นสาวชาวร็อค ซึ่งดูแปลกแหวกแนวที่สุดแล้วในเรื่อง คอสตูมเธอก็โฉบเฉี่ยวสมกับเป็นชาวร็อค กระโปรงลายสก็อต หิ้วกีต้าร์สีจี๊ด ขนเม่นที่หลังก็ยิ่งทำให้ดูร็อคเข้าไปใหญ่ เป็นตัวละครที่ถูกออกแบบมาดีมากๆ แถม Scarlett Johansson ยังพากย์เสียงให้อีกด้วย <3

 

" ดูขัดกับความเข้าใจพื้นฐานของเราแบบสุดขั้ว ความฮามันก็เลยบังเกิด "

 

 " นึกถึงเทศกาลดนตรี EDM ดีๆ เลย แสงสีจัดเต็มวูบวาบได้ใจมาก "

 

          ตัวละครในเรื่องตัวอื่นๆ ก็น่ารักมากเลยนะ อย่าง โรสิต้า คุณแม่หมูคนเก่งพ่วงลูกมาอีก 25 ตัว.... 25 จริงๆ ไม่ได้โม้!!! ลูกๆ ของเธอนี่แหละไฮไลท์ความน่ารักเลย ซนป่วนไปหมด แถมมีชื่อครบทุกตัวด้วยนะ 5555 ตัวต่อมา เอ็ดดี้ เจ้าแกะลูกคุณหนู เป็นตัวละครที่ตอนแรกดูจะไม่ค่อยมีบท แต่กลางเรื่องดันกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญไปซะงั้น แถมตอนท้ายแม่งเจ๋งมาก เปลี่ยนเป็นอีกลุคนึงเลย มีสไตล์ส่วนตัวสูง เรียกเสียงฮาได้เยี่ยม และที่น่ารักมากๆๆๆๆๆ อีกก็คือ เจ้าแก๊งหมาจิ้งจอกน้อย ที่มากันเป็นเกิร์ลกรุ๊ปแถมพูดภาษาญี่ปุ่นด้วย โคตรน่ารัก โคตรป่วน 55 ออกมาทีเต้นทีร้องเพลงที

          และความครีเอทนี้ยังนำมาใช้กับโชว์ร้องเพลงอีกด้วย งานโปรดักชั่นดีมาก โดยเฉพาะเรื่องแสงสีนี่ครีเอทมากที่สุดแล้ว ช่วงแรกๆ ยังดูธรรมดาๆ เหมือนไฟในละครเวทีทั่วไป แต่พอกลางๆ เรื่องเริ่มเห็นถึงความจัดเต็มของแต่ละโชว์ มันครีเอทมากๆ (กลางเรื่องมีอยู่ฉากนึงเด็ดมาก) โคตรสวย แล้วเข้ากับจังหวะกับดนตรีอีกด้วย นึกถึงเทศกาลดนตรี EDM ดีๆ เลย แสงสีจัดเต็มวูบวาบได้ใจมาก ซึ่งมันดึงความสนใจของผู้ชมเข้ามาอยู่กับโชว์ได้

          สรุป หนังถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดูได้ไม่เสียดายตัง สำหรับคนที่ชอบหนังแอนิเมชันอยู่แล้วก็ไม่น่าจะผิดหวังอะไร เนื้อเรื่องถือว่าโอเคดี ประเด็นเยี่ยมถ่ายทอดออกมาได้แจ่ม แต่ดึงศักยภาพออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่และ Plot Hole เยอะพอสมควร ที่ชอบมากคือความครีเอทการแสดงต่างๆ ที่ต้องร้องว้าวให้กับความสร้างสรรค์ และขอยกนิ้วให้กับคาแรกเตอร์ของตัวละครที่แม้จะดูย้อนแย้งกับความเป็นจริง แต่ดันเรียกเสียงฮาได้อย่างสุดติ่ง ท้ายสุดฉากพีคถือว่าคุ้มมาก ประทับใจและซาบซึ้ง จนน้ำตาปริ่ม

 

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

คะแนน

 

 

คะแนนจาก Koma : 7.3/10

คะแนนจาก IMDb : 7.3/10 จากผู้โหวต 9,600 คน

Metascore : 60/100

คะแนนจาก Rotten Tomatoes : 69% => Fresh!!!

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

When you've reached rock bottom

There's only one way to go, and that's up!

 

  

เป็นแอนิเมชันที่ดูแล้วสนุกเต็มอิ่ม คลายเครียดได้ดีมาก

เสียดายที่ไม่ค่อยรู้จักเพลงสักเท่าไหร่ T^T

ว่าแต่ Illumination Entertainment นี่ขยันทำหนังออกมาขายจริงๆ

  

สุดท้ายนี้ถ้าผิดพลาดประการใดก็กราบขออภัยนะครับ -/\-