"ฟรีแลนซ์"
"ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ"

 

          ห่างหายกันไปนานอีกแล้ว(งานเย้ออออ) กลับมาคราวนี้มาถึงคิวหนังไทยที่กระแสมาแรงตั้งแต่ยังไม่ฉาย รอบนี้ "GTH" ค่ายหนังร้อยล้านในไทยจับมือกับ "เต๋อ นวพล" ผู้กำกับสุดอินดี้ที่คว้ารางวัลระดับสากลมาแล้ว จึงไม่แปลกที่กระแสจะบูมตูมตามขนาดนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าจับตามองก็คือ หนังGTHส่วนใหญ่เป็นหนังฟีลกู๊ดเน้นเสพเนื้อเรื่องได้ง่าย แต่ต้องมารวมกันกับความอินดี้ที่ไม่แคร์ตลาด ส่วนผสมดูไม่เข้ากันแบบนี้แล้วหนังมันจะออกมายังไง แค่คิดก็สนุกแล้ววว

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------    

 

วิจารณ์  

 

          ถ้าหากให้ผมจัดประเภทหนังของเรื่องนี้ ผมคงให้มันเป็น "Drama-Romantic" มากกว่าที่จะเป็น Romantic-Comedyเหมือนหนังเรื่องอื่นๆของGTH เนื้อเรื่องของหนังนั้นเน้นประเด็นไปที่ชีวิตของสายอาชีพอาร์ทๆอย่างGraphic Designที่กำลังบูมในหมู่วัยรุ่นซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตแบบFreelance ถึงชื่อจะขึ้นต้นว่า "Free" แต่จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้อิสระอย่างที่คิด หนังจะพาไปดูว่าทำไมอาชีพที่ใครก็คิดว่าสบาย ทำงานที่ไหนก็ได้ ตอนไหนก็ได้ ถึงต้องมาลำบากจนทำให้หนังกลายเป็นแนวDramaชีวิตไปได้ ผ่านการเล่าเรื่องแบบช้าๆไม่เร่งรีบให้อิ่มเอมไปกับทุกองค์ประกอบในหนัง

          "ยุ่น" เป็นตัวละครหัวใจหลักที่จะคอยดำเนินเรื่องให้ไปต่อ เกือบ40%ของหนังยุ่นจะพูดกับตัวเอง... ซึ่งเราก็ต้องนั่งฟังยุ่นมันบ่นกับตัวเองไป ผมว่ามันเป็นสไตล์การเล่าเรื่องที่แปลกดี เราจะรู้สึกเหมือนว่าได้มาดูเรื่องราวของคนๆหนึ่งแบบจริงจัง เพราะยุ่นจะบอกเราเกือบหมดว่าคิดอะไรอยู่เราไม่จำเป็นต้องคิดแทน ผู้กำกับจะป้อนให้เราไปตรงๆเลย สำหรับตัวผมนั้นมองว่ากลวิธีเล่าเรื่องแบบนี้มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ทำให้เราไม่อินไปกับตัวละครเพราะเราไม่ได้ต้องคิดไม่ต้องสนใจความรู้สึกของตัวละคร แต่ก็อาจทำให้เรามีเวลาไปใส่ใจกับประเด็นอื่นๆที่ไม่ใช่ความรู้สึกพวกนี้แทน              

          ตลอดทั้งเรื่องมีการสอดแทรกปรัชญาชีวิตต่างๆมากมาย ทั้งในเรื่องการงาน เพื่อนและมิตรภาพ ความหมายของชีวิต ซึ่งวิธีการนำเสนอก็แตกต่างกันออกไป มีทั้งอยู่ในบทสนทนาง่ายๆ ไปจนถึงบทที่ตั้งใจบิ๊วขึ้นมายาวๆก่อนที่จะตบเปรี้ยงในตอนท้ายเพื่อที่จะสอนถึงแก่นของปรัชญานั้นๆเลย ซึ่งประเด็นพวกนี้แหละคือพระเอกตัวจริงที่ผมคิดว่าพี่เต๋อต้องการสื่อให้คนดูได้คิดไตร่ตรองและตั้งคำถามกับตัวเอง มากกว่าการที่ต้องมาใส่ใจความรู้สึกของตัวละคร แต่การเล่นบางประเด็นก็ค่อนข้างจะดูดาร์กไปบ้าง ธีมของหนังเลยค่อนข้างจะดูหม่นหมองไม่สดใสอย่างที่หลายๆคนคิดเท่าไหร่นัก   

          สิ่งที่ช่วยกอบกู้ให้หนังมันดูสดใสขึ้นมาเข้ากับสไตล์ของค่ายGTHหน่อย สิ่งนั้นก็คือความ "Romantic" ความรักในแบบฉบับของยุ่น Freelanceที่ยุ่งจนมี7-11เป็นร้านอาหารประจำ จนผมสงสัยว่ามันจะมามีเวลาว่างไปมีความรักกับสาวที่ไหนได้อย่างไรกัน? แต่เรื่องราวมันก็สามารถพาเขาไปประสบพบเจอกับ "อิม" หมอวัยใกล้30แต่ยังแจ๋วรุ่นราวคราวเดียวกัน และ "Comedy" แบบตลกหน้าตายคุณภาพเยี่ยมที่ยังทำให้คนดูฮาลั่นโรง แถมยังช่วยผ่อนคลายบรรยากาศของหนังอีกด้วย เรื่องนี้คำหยาบจะค่อนข้างจะเยอะ แต่ก็เป็นคำหยาบสไตล์บ่นๆ ไม่ใช่มาด่าแบบสาดเสียเทเสีย ฉะนั้นผู้ปกครองคงไม่ต้องห่วงเยาวชนและบุตรหลานมากนัก

          ผมค่อนข้างชอบโมเมนต์โรแมนติกในหนังมากๆ มันดูสดใสในแบบฉบับของวัยใกล้30 คือไม่ได้แอ๊บแบ๊วคิขุอาโนเนะเหมือนวัยรุ่นงุ้งๆงิ้งๆเพราะต่างคนต่างก็ทำงานแล้วโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว การกระทำแต่ละอย่างแทบไม่เรียกว่าจีบ แต่แค่ดูเราก็รู้ว่าต่างฝ่ายต่างพากันเอาความรู้สึกออกมาจากใจที่เป็นห่วงเป็นใยกันจริงๆให้กัน เป็นความรักอีกแบบหนึ่งที่เราอาจเผลอลืมไปแล้ว... ลืมไปว่าความใส่ใจซึ่งกันและกันมันสำคัญกว่าการที่เราเอาแต่พูดคำว่ารักแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย สำหรับใครที่ต้องการหนังรักหวานซึ้งหยดติ๋งๆฟีลกู๊ดเรื่องนี้ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์นี้

          ในหนังเรื่องนี้มีตัวละครน้อยมากกกกและเด่นจริงๆแค่2-3คน การที่จะแบกรับหนังด้วยจำนวนตัวละครแค่นี้ถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่พี่เต๋อก็สามารถประคับประคองบทของหนังได้ตลอดรอดฝั่ง นักแสดงแต่ละคนเองก็งัดฝีมือการแสดงออกมาอย่างสุดตัวเพื่อสื่ออารมณ์ให้ถึงคนดู เนื่องจากต้องเจอโจทย์ว่าให้ทำหน้าตายเกือบตลอดทั้งเรื่อง(สังเกตดูได้ครับ55) ผมประทับใจบท "เจ๋" มาก ชอบรองจากบทยุ่นเลย ผมรู้สึกว่าตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่คอยช่วยเหลือยุ่นเสมอและแทบจะเป็นเพื่อนคนเดียวของยุ่น ประเด็นเรื่องมิตรภาพก็เด่นชัดจากความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวละครนี้ ซึ่งถึงแม้จะต่างเพศกันแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะมิตรภาพไร้พรมแดนยิ่งกว่าความรักเสียอีก :)

          การตัดต่อหนังเรื่องนี้ไม่ได้เร่งให้เนื้อเรื่องกระชับฉับไวเหมือนนักมวยรีบปล่อยหมัดฮุคใส่คู่แข่งรัวๆ ซึ่งก็อาจจะทำให้หลายๆคนเบื่อจนเผลอหาวออกไปบ้าง แต่ผมเป็นคนที่ชอบดูนักมวยปล่อยหมัดแย๊บรัวๆมากกว่า จนสุดท้ายคู่แข่ง(ผู้ชม)ช้ำในตายหลังเวที หนังสไตล์นี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม(และเชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหากับทุกๆท่าน55) ส่วนภาพ แสงสี การเซ็ตฉากในเรื่องถือว่าไม่โดดเด่นไม่ถึงขนาดที่ต้องประทับใจ และในหลายฉากการถ่ายทำก็ทำให้ผมเวียนหัวมาก เพราะกล้องมันส่ายไปมาระหว่างตัวละครสองตัวพูดกัน @_@ ซาวน์ก็ยังไม่โดดเด่นเท่าไหร่เช่นกัน แต่ใช้ได้ถูกจังหวะและมีประสิทธิภาพดีครับ

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------    

 

 

จุดเด่น  

  • เปิดมุมมองใหม่ที่มีต่ออาชีพFreelanceและหมอ  
  • มีปรัชญา ข้อคิดในการใช้ชีวิตสอดแทรกเข้ามาตลอดเรื่อง
  • ตลกหน้าตาย ขำจนเจ็บท้อง - ไม่ใช่หนังสูตรและค่อนข้างอินดี้
  • นักแสดงเล่นดี แม้จะต้องทำหน้าตายเกือบทั้งเรื่อง  

จุดด้อย   

  • ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ตัวละครได้ยาก
  • ภาพไม่โดดเด่น กล้องส่ายหนักมาก
  • คำหยาบเยอะผู้ปกครองอาจไม่ชอบใจนัก
  • เล่าเรื่องช้า จนทำให้รู้สึกเนือยๆเบื่อๆบ้าง    

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------           

 

คะแนน

เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง : 8.5/10

ภาพ ฉาก และ CG : 6/10

ตัวละครและบทบาท : 7/10

ดนตรีประกอบและซาวน์เอฟเฟค : 6.5/10

คะแนนรวม : 7.25/10
 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




"ผมคิดว่าการนั่งมองดูพระอาทิตย์ตกมันโคตรเสียเวลาเลย"
"แต่ไม่รู้ทำไมตอนนั้นผมมีความสุขมาก... เหมือนกับตอนที่ได้เจอหมอเลย"

 

          ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็น "คลื่นลูกใหม่" ที่เข้ามาตีตลาดหนังไทยให้สั่นคลอน และอาจจะทำให้ทัศนคติเกี่ยวกับหนังของคนไทยเปลี่ยนไป หนังไทยไม่จำเป็นต้องเป็นRomComก็ขายได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังฟีลกู๊ดจ๋า ผมหวังว่าในไม่ช้าคนไทยจะลองเปิดใจให้กับหนังทุกๆแนว....


สุดท้ายนี้ถ้าผิดพลาดประการใดก็กราบขออภัยนะครับ -/\-

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot!

#2 By Mr.P on 2015-09-17 18:24

อยากดูมากๆ ยังไม่รู้จะไปดูตอนไหนเลยครับ จริงแล้วผมก็ไม่ได้งานยุ่งขนาดนั้นหรอก ออกแนวขี้เกียจไปซะมากกว่า ไม่มีเพื่อนไปด้วย 55
ไว้รอแผ่นอออกก็ได้ (อีก 4 เดือน)

#1 By Mr.P on 2015-09-17 18:24