[Diary]Slowlife in บางกอก

posted on 17 Jun 2015 19:24 by jap007598 in Writer directory Diary
 
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 
"เช้าลืมตาขึ้นมาก็เจอแต่เรื่องเดิมเดิม ก็ไม่มีใครมาเติมชี..."
 
.
 
.
 
.
 
          มือซ้ายที่เอื้อมไปกดปิดเพลงปลุกจากโทรศัพท์ยามเช้ายังคงคาอยู่ตรงนั้น ตาก็ลืมขึ้นมามองเวลา "6.20น.".... "งั้นขอนอนต่ออีกนิดละกัน ไม่สายหรอก" เสียงในหัวดังขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ช่วงเวลาแค่ห้านาทีที่ได้นอนต่อนั้นบางทีก็รู้สึกยาวนานเหมือนครึ่งชั่วโมง และบางทีมันก็ยาวนานเท่านั้นจริงๆถ้าคุณเผลอนอนต่อเพลิน.... แต่ไม่ใช่วันนี้ หลังจากที่รู้สึกตัวอีกครั้งก็เอามือดันเตียงลุกขึ้นมาตั้งสติ มองซ้ายมองขวาซะก่อนค่อยข้ามถนน.... ข้ามไปนิดท่ดๆ เอาใหม่ๆ มองดูรูมเมทในห้องกันสักนิด "อ่าวตื่นกันหมดละเรอะ!!" เมื่อรู้สึกว่าสายอยู่คนเดียวก็ต้องเริ่มออกสตาร์ทให้เร็วกว่าทุกที
 
 
          หยิบผ้าเช็ดตัว เครื่องอาบน้ำ และแปรงฟันไปจัดการภารกิจในตอนเช้า จริงๆวันนี้ก็อยากจะร้องเพลงในห้องน้ำซะเอาฤกษ์เอาชัยซักนิด แต่เสียดายเมื่อคืนพัดลมพัดเข้าปากที่อ้าไม่ยอมหุบเยอะไปหน่อย เสียงเลยแหบแห้งสนิทเป็นเป็ดแบบนี้ คงต้องรอสักพักและหวังว่าดื่มน้ำเข้าไปเยอะๆแล้วจะหาย... เอาจริงๆถ้าร้องในห้องน้ำแบบนี้คงโดนประนาม รุมเขียนด่าแล้วเอามาแปะหน้าห้องพักเป็นแน่แท้ "อ่าาาาาา... เจ้าพวกมารร้าย" หลังจากเพ้อเจ้อเอาเองในห้องน้ำเสร็จก็เร่งรีบออกมาแต่งตัวปะแป้ง ทาครีม เสริมโลชั่น ปัดขนตา เขียนคิ้ว ทาคอนซีลเลอร์ ติดขนตา ทาแป้งทับอีกที ยังไม่พอขอลิปสติกสีแปร๊ดๆด้วย.... เดี๋ยวๆเค้าไม่ได้เป็นตุ๊ดนะเทอวววว์ เค้าแค่ล้อเลียนเฉยเฉยยยย!!
 
 
          จะไปกินข้าวแถวที่ทำงาน(ฝึกงาน)ก็ขี้เกียจ ก็กินมันที่โรงอาหารหอนี่แหละ พอดีอยากกินไข่ตุ๋นร้านห้าขึ้นมา วันนี้ป้าจะทำแซ่บไหมน้อ? ห้องผมอยู่ตั้งชั้น10จะเดินลงก็เมื่อยขาเสียนี่กระไร เผลอๆกระเทือนข้อเข่าทำเอาเจ็บทำเอาปวดอีก ลงลิฟท์น่าจะใช่ทีกว่า ประตูลิฟท์เปิดก็เจอเพื่อนร่วมการเดินทาง ผ่านไปหนึ่งชั้นก็ได้เพื่อนร่วมทางมาอีกคน ลิฟท์ค่อยๆหย่อนตัวลงไปชั้นล่างสุดอย่างช้าๆให้สมองได้ครุ่นคิดว่า "ประตูลิฟท์เปิดใครจะออกก่อนฟะ".... มันก็เหมือนการเสี่ยงดวงวัดใจครับ ประตูลิฟท์เปิดออก ขาซ้ายขยับนิดนึงแต่ตาขวาดันชำเลืองไปเห็นพี่คนข้างๆจะออกก่อนก็หยุด คนข้างๆเห็นเราขยับขาซ้ายตะกี้ก็หยุดตาม เราเห็นเขาหยุดเราก็จะขยับอีกทีบังเอิ๊ญญญเห็นเขาขยับอีกที เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สรุปว่าอีกคนที่เหลือเดินออกก่อนซะเลย...
 
 
          "ไข่ตุ๋นล่ะครับป้า?" "ยังไม่เสร็จอ่ะ คงอีกสักพักแหละ" ครืน... ครืน... ฝันสลายแต่เช้า ไข่ตุ๋นของข่อยยังคงตุ๋นต่อไป เลยต้องมาแก้ขัดด้วยไข่เจียวแทน... มันแทนกันได้ละว้าาาา ต้มจืดสาหร่ายอีกสักอย่างละกัน ราดไปเลยครับคู่กับไข่เจียวนี่แหละแซ่บ แม่ชอบว่าผมอยู่บ่อยๆว่า "พวกน้ำแกงเนี่ยจะราดไปทำไม ทำไมไม่กินแยกมันเหมือนข้าวหมาเลยรู้ไหม? ช้อนกลางก็ด้วยทำไมไม่รู้จักใช้  เอ๊ะ!!ใช้มือกินอีกแล้ว #$%$#%*(@#%$" ย้าววววววว หึๆๆๆ แม่ไม่รู้หรอก นี่มันเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าโคลัมบัสพบอเมริกา กาลิเลโอพบว่าโลกกลม แม้แต่เชฟเหมาแชมป์รายการเชฟกะทะเหล็กยังไม่ตรัสรู้ถึงวิธีนี้(เหมานี่ใครวะ)...
 
 
          ความเข้ากันที่ยิ่งกว่าเข้ากันของเมล็ดข้าวกับน้ำซุป น้ำซุปจะค่อยๆแทรกค่อยๆซึมเข้าไปในข้าว กลายเป็นรสอูมามิ รสอร่อยที่ใครๆก็ต้องโหยหา อุวะฮะฮะฮะฮ่า!! "เอ่อ... ขอโทษที่เพ้อเจ้อครับ" ถ้าคิดว่าไร้สาระก็ใจเย็นๆก่อนนะครับ ชีวิตคนเราต้อง Slow เข้าไว้ แต่จะว่าไปบางทีชีวิตคนเราก็อาจจะเหมือนข้าวราดแกงที่ป้าคนขายบังคับให้ราดไปเลย บางทีอาจจะเข้ากันได้ดีอร่อยบ้าง หรือไม่เข้ากันเล้ยยยยกินไม่ได้อ่ะเทอว์ แต่ก็ต้องกล้ำกลื่นฝืนทนกินเข้าไป บ้างหาทางแก้เติมเครื่องปรุงพริกน้ำปลา มะนาว พริกไทยว่ากันไปถูไถให้กินอาหารจานนี้ให้หมดไป ท้ายที่สุดก็จะจดจำว่า"ร้านนี้กูจะไม่กินอีก" และเดินเชิดๆสวยๆไปพร้อมกับบทเรียนที่ได้รับมาในมื้อนี้
 
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
พักสายตา(สักแปป)เถอะนะคนดี
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
          "ท้องอิ่มก็พร้อมลุยงานในเช้าวันนี้แล้ว" แรงมากำลังมา บทความนี้มันต้องร้อนแรงขึ้นซักกะหน่อยแล้ว แต่ก่อนจะลุยงานได้มันก็ต้องเดินทางก่อน.... เอาจริงๆผมเกลียดการเดินทางมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งรีบแบบนี้ ยิ่งทำงานในฤดูร้อนแบบนี้มันยิ่ง..... เฮ้อ... บรรยายไม่ถูกเลยทีเดียว ถึงอยากจะนั่งรถไฟฟ้าแอร์ที่เย็นฉ่ำหน่ำจนใจแทบจะขาด แต่รถเมล์ที่ราคาถูกกว่าแถมมีหลากหลายสายให้เลือกทั้ง 29, 36, 542 และป้ายรถเมล์ก็อยู่แค่หน้าหอเท่านั้น รถเมล์จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนที่ขี้เกียจแม้กระทั่งเดินแบบผม ถึงจะร้อนไปหน่อยแต่เดี๊ยนก็จะทนเค่อะะะ!!
 
 
          ทุกๆเช้าจะมีเพื่อนพี่น้องนิสิตแบบเดียวกับผมมายืนรอรถกันมากมาย บ้างก็ฝึกสอน บ้างก็ฝึกงาน และส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้บริการพี่Taxiกันซะเยอะเพราะแต่ละคนก็มีเพื่อนมีแฟนมาช่วยหารค่าโดยสารด้วย... ผมตัวคนเดียวฝึกงานคนเดียวเห็นแล้วอิจฉาตาร้อน พวกเพื่อนๆก็ดันหนีไปฝึกคนละที่กันหมด ไม่ช้ารถเมล์ก็มาเทียบที่ป้าย.... เรียกว่าเลยป้ายไปหน่อยจะดีกว่า ผู้โดยสารร่วมทางก็ตั้งหน้าตั้งตารีบเดินตามไปขึ้น คนขับก็รีบเหลือเกินเร่งเครื่องเสียงดังทำท่าจะออกรถให้ได้.... จะรับผู้โดยสารขึ้นให้มันดีก่อนไม่ได้หรอฟะ "ถ้าจะรีบขนาดนี้พี่ขับเลยป้ายไปเลยก็ได้ครับ" วุ้ย!!หงุดหงิด
 
 
          รถค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านห้างดังที่อินเดียแขกอาหรับชอบเดิน "MBK" แล้วก็ไปติดไฟแดง ค่อยๆผ่านสะพานหัวช้าง BTSราชเทวี แล้วก็ไปติดไฟแดง เลยBTSพญาไท แล้วก็ไปติดไฟแดง รถพ้นไฟแดงมาก็ยังมาติดกันข้างหน้าต่อ กว่าจะมาถึงหน้าเซนจูรี่ก็เหนื่อยแทบแย่อยู่เหมือนกัน พอจังหวะจะลงรถพี่แกก็เร่งอีกแล้วครับ ทำเอาเซจะไปชนคนข้างๆซะงั้น ไม่รู้จะรีบไปไหนทั้งๆที่ขยับไปพี่แกก็ติดไฟแดงอยู่ดี... ไม่เข้าใจเขาเลยจริงๆ และใช่ว่าการเดินทางจะจบลงตรงนี้ สองเท้่าของผมยังคงก้าวอย่างเร่งรีบ เพื่อไปต่อรถตรงป้ายอนุสาวรีย์ชัย "สาย14" คือเป้าหมายต่อไป...
 
 
          และวันนี้สาย14 ก็ยังเป็นรถสีส้มจี๊ดจ๊าดแสบตาอีกครั้งหนึ่ง แต่อากาศบนรถไม่เย็นเอาซะเลย.... สภาพบนรถนั้นผู้โดยสารที่เปรียบประดุจได้กับปลาในกระป๋อง ที่พยายามแทรกตัวไปตามที่ว่างตามที่กระเป๋ารถเมล์บอก "ผู้คนก็ยังคงหลั่งไหลขึ้นรถมาเรื่อยๆ จนต้องพยายามเงยหน้าหาอากาศบริสุทธิ์" รถค่อยๆออกตัวจากป้ายรถเมล์ แล่นไปอย่างชิวๆ แต่ผมเองไม่ชิวนัก เพราะเจ้าlaptopที่ต้องสะพายมาทำงานทุกวันนั้นมันหนักซะเหลือเกิน เล่นทำเอาบ่าผมเริ่มมีอาการปวดมาตั้งแต่เมื่อคืน จะหยิบมาถือก็ไม่สะดวก เพราะมือนึงจับราวอีกมือก็ถือโทรศัพท์ไว้ฆ่าเวลา... 
 
 
          ถึงแม้สังคมเราจะถูกตราหน้าว่าสังคมก้มหน้า แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เวลาที่ต้องติดอยู่บนรถเมล์เบื่อๆมันจะมีวิธีอะไรแก้เบื่อได้ดีกว่าการเล่นโทรศัพท์ที่สามารถเล่นได้ด้วยมือเดียวได้ จะให้คุยกับคนแปลกหน้าข้างๆก็แปลกๆ บางทีเค้าอาจจะอยากอยู่เงียบๆคนเดียวก็ได้ หรือบางทีถ้าเกิดคุยแล้วถูกคอขึ้นมาจนกลายเป็นเม้ามอย คนรอบข้างเค้าจะโอเคจะสนุกกับสิ่งที่เราคุยรึเปล่า? หรือจะให้กางนสพ.M2Fออกมาอ่านก็กระไรอยู่ นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบเล่นมือถือบนรถเพราะเมารถบ่อยมาก แต่สถานการณ์มันค่อนข้างบังคับที่จะต้องหาอะไรทำ "ชีวิตช่างโหดร้าย....."
 
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
พักสายตา(สักแปป)เถอะนะคนดี
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
          ระหว่างที่กำลังโหนเครื่องเล่นสุดAdventureซิ่งไม่หยุดแต่รถติดก็จอดอยู่นั้น พี่คนขับก็เปิดเพลงเคล้าอารมณ์ให้กับผู้โดยสารครับ "ได้โปรดขยับขาให้เป็นรูปตัว M.... อ้าออกช้าช้าให้เป็นรูปตัว M...." ฟังแล้วก็รู้สึกสดชื่นตอนเช้าครับ แหม่!! ท่านผู้โชมมม สักพักนึงก็ตัดจบเพลงนี้ไปครับ แล้วทำไมพี่ไม่ตัดตั้งแต่แรกเพลงมันเข้ากับบรรยากาศตรงไหนวู้ว!! สักพักก็รู้สึกว่ามีอะไรมาเบียดแถวๆฝั่งซ้ายของผม เอาแล้วๆนมแน่นอนเลย ล้อเล่นครับ(ทะลึ่งไปหน่อยท่ดๆ-/\-) จริงๆมีน้องนักเรียนหญิงคนหนึ่งค่อยๆแทรกตัวผ่านมา
 
 
          น้องเขาแทรกมาก็เพื่อจะมาหาเพื่อนครับ ทีแรกผมก็สงสัยครับทำไมน้องเขาไม่บอกให้ผมขยับให้ซะหน่อย "พอเห็นน้องเขาชูไม้ชูมือรัวๆอย่างกับเชียร์ลีดเดอร์" ผมก็เข้าใจทันทีว่าน้องเขาพูดไม่ได้ครับ ถ้าไม่หูหนวกก็คงจะเป็นใบ้หรือควบคู่น้องพลับขอสองอย่างแน่นอน แล้วตลอดทางนั้นน้องเขาก็รัวมือไม้ไม่หยุดเลยครับ ดูเผินๆนึกว่ากำลังปล่อยวิทยายุทธมวยจีนหมัดสิงสาราสัตว์กันอยู่แน่ๆ ผมก็แอบมองไปเรื่อยๆสลับกับเล่นมือถือไป
 
 
          ผมเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของน้องทั้งสองคนอยู่ตลอดเวลา ยิ้มที่สดใสของเด็กทั้งสองคนทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายจากบรรยากาศที่เร่งรีบไปด้วย ผมไม่รู้หรอกครับว่าน้องเขาคุยอะไรกัน แต่น่าจะเป็นเรื่องสนุกๆตลกๆเป็นแน่แท้ เพราะมีคนนึงหลุดขำออกมาด้วย ผมว่าจริงๆน้องทั้งสองคนก็ไม่ได้แตกต่างจากผมเลย ผมและน้องๆก็ปรารถนาที่จะได้รับชีวิตที่มีความสุข "แต่ความสุขของเรานั้นต่างกัน วิธีการที่ได้มาซึ่งความสุขก็ต่างกัน" ทุกคนก็รู้วิธีที่ตัวเองจะได้มาซึ่งความสุข มีเงินทองใช้จ่ายชอปปิ้ง ได้ท่องเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไป ได้ทำในสิ่งที่รัก หรือมีเพื่อนสักคนที่รู้ใจกันเข้าใจกันคุยกันได้ทุกเรื่อง.... 
 
 
          รถเมล์ผ่านมาถึงตลาด ผู้โดยสารส่วนมากก็ลงจากรถกันเกือบหมดรวมถึงน้องทั้งสองคนด้วย ที่นั่งบนรถก็ว่างมากมายก็ถึงเวลาที่ผมต้องหยุดและหันกลับมารักตัวเองบ้าง เลยเดินไปนั่ง.... ที่นั่งนั้นอยู่ติดกับหน้าต่างฝั่งซ้าย ทำให้สามารถมองเห็นวิวข้างทางได้อย่างชัดแจ๋วไม่มีรถคันไหนมาบังให้เสียวิวทิวทัศน์ แดดเริ่มจางบางเบาลง แต่ลมยังคอยพัดมาสัมผัสใบหน้าอยู่เรื่อยๆ เวลาเจอบรรยากาศแบบนี้ทีไร ผมชอบรู้สึกว่า "โชคดีจริงๆที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้" วิวทิวทัศน์ที่นั่งรถผ่านมาทุกวันกลับแปลกตาเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน ความสวยงามก็ปรากฏขึ้นมากกว่าทุกครั้งที่ได้มอง แปลกดีแฮะ...
 
 
          ผมก็ทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีเอามือเท้าค้างมองวิวของนอกเพลินๆ บังเอิญมองเห็นตึกคุ้นๆ เอ๊ะ? นี่เรามาทำอะไรบนรถ "ชิบหายย!! มาทำงานไง" แหม่พึ่งนึกออกรีบลุกไปกดกริ่งเพื่อบอกพี่คนขับให้จอดโว้ยจะเลยแล้ววว!! ซึ่งก็เลยไปหน่อยนึงละจริงๆ ทันทีที่กดพี่คนขับและกระเป๋ารถเมล์ก็หันขวับมาทำหน้าโหดใส่ "ทำไมมึงพึ่งกด? รถตูโดนทิ่มตูดจะทำไง เจอกันคราวหน้าเจ็บตัวแน่น้อนนนน" ผมไม่รอช้ารีบเดินปรี่ลงรถในทันใดก่อนที่พี่เขาจะเปลี่ยนใจถอยรถกลับมาทับ
 
 
"ไงล่ะมึงSlowlifeดีนัก!! เกือบได้ไป Slowlife in โรงบาลแล้วไง!!"
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

สนุกมากเลยคะ อ่านจนจบเลย big smile

#3 By (118.175.220.84|118.175.220.84) on 2015-06-24 21:43

นึกภาพตามเลย  ชอบๆๆ

#2 By (110.164.252.2|10.11.106.31, 110.164.252.2) on 2015-06-19 10:30

นั้ลล้ากกกกจังเลยยยยยยย กินไข่ตุ๋นด้วยค่ะ

#1 By งิ้ง (58.9.233.82|58.9.233.82) on 2015-06-17 19:31